
เมื่อวันที่ 20-21 มกราคม 2569 ณ ห้อง Grand Diamond ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี มีการประชุมระดับชาติเรื่อง มลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งที่ 2 (2nd Thailand National PM2.5 Forum) โดยสภาลมหายใจกรุงเทพเป็นเจ้าภาพในการจัดงานร่วมกับภาคีเครือข่ายที่มีทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม นักวิชาการ และตัวแทนจากภาคชุมชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 และมลพิษทางอากาศ อาทิ สภาลมหายใจภาคเหนือ สภาลมหายใจเชียงใหม่ และสภาลมหายใจจากหลากหลายจังหวัดทั้งในภาคกลาง อีสาน และตะวันตก
โดยการสนับสนุนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ จุฬาล งกรณ์มหาวิทยาลัย สภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร มูลนิธิส่งเสริมการออกแบบอนาคตประเทศไทย และศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1. ออกแบบกลไกการขับเคลื่อนการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นควันอย่างยั่งยืนร่วมกัน ระหว่างภาครัฐ หน่วยงานท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม โดยที่ภาครัฐต้องตอบสนองต่อปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 ด้วยเครื่องมือที่หลากหลายตามบริบทพื้นที่ และผลักดันการมีพระราชบัญญัติอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ
2. เพื่อให้เกิดการบูรณาการภายใต้เจตจำนงร่วมกันที่มุ่งมั่นในการแก้ปัญหามลพิษในระยะยาวและยั่งยืน
3. เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นควันที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ
ทั้งนี้ ในเวทีดังกล่าวได้มีการยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการ เป็นผลจากกระบวนการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และสังเคราะห์ร่วมกันของภาครัฐ นักวิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคีเครือข่ายจากทั่วประเทศ ตลอดระยะเวลาเกือบสองวันของการประชุมระดับชาติ เรื่อง มลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งที่ 2 โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการ “เปลี่ยนระบบ เชื่อมข้อมูล และขับเคลื่อนอากาศสะอาดอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน”
พิธีปิดการประชุม และส่งมอบธงเจ้าภาพครั้งต่อไป (ครั้งที่ 3 ในปี 2571 ณ จังหวัดขอนแก่น) โดย ศ. (วุฒิคุณ) ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ ประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 2 สสส. และ ดร.เจน ชาญณรงค์ สภาลมหายใจกรุงเทพฯ คุณสมพันธ์ เตชะอธิก เครือข่ายสภาลมหายใจอีสาน”

ภาคีเครือข่ายที่ เข้าร่วมการประชุม เห็นพ้องร่วมกันต่อข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการสำคัญ ดังต่อไปนี้
1. เปลี่ยนการแก้ปัญหาฝุ่นจากการรับมือเฉพาะหน้า สู่การจัดการเชิงระบบตั้งแต่ต้นทาง การแก้ไขปัญหา PM2.5 ต้องไม่จำกัดอยู่เพียงการตอบสนองในช่วงวิกฤต แต่ต้องมุ่งจัดการเชิงระบบ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางของแหล่งกำเนิด กลไกกลางทาง ไปจนถึงผลกระทบปลายทางด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน
2. ยกระดับ “ข้อมูล” จากการติดตามสถานการณ์ สู่การป้องกันและการตัดสินใจเชิงนโยบาย ประเทศไทย มีข้อมูลด้านฝุ่นและมลพิษจำนวนมาก แต่ยังขาดการบูรณาการและใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ จึงควรยกระดับมาตรฐานข้อมูลให้หน่วยงานต่าง ๆ ใช้ “ภาษาเดียวกัน” และปรับการใช้ข้อมูลจากการรายงานย้อนหลัง ไปสู่การคาดการณ์ ป้องกัน และจัดการปัญหาตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงต่อการเผาในภาคเกษตรและป่าไม้
3. สร้างกลไกการทำงานข้ามหน่วยงาน พร้อมระบบติดตามและประเมินผลที่ชัดเจน การแก้ปัญหาฝุ่นจะไม่สำเร็จ หากหน่วยงานรัฐยังทำงานแยกส่วนและขาดสำนึกในความรับผิดชอบร่วมกัน จำเป็นต้องมีกลไกบูรณาการที่เอื้อต่อการทำงานข้ามหน่วยงานอย่างแท้จริง และมีส่วนร่วมจากสังคม เอกชน และภาควิชาการ พร้อมพัฒนาร ะบบติดตามและประเมินผลที่โปร่งใส เพื่อสะท้อนผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง และใช้เป็นฐานในการปรับปรุงนโยบายอย่างต่อเนื่อง
4. กระจายอำนาจการจัดการไฟป่าและฝุ่นอย่างมีความหมาย พร้อมความรับผิดชอบจากทุกภาคส่วน การจัดการไฟป่าและมลพิษจากการเผาไม่อาจเป็นภาระของรัฐหรือท้องถิ่นฝ่ายเดียว จำเป็นต้องกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบร่วมกันของรัฐ ท้องถิ่น ภาควิชาการ และภาคเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่การผลิตซึ่งต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม รัฐควรสนับสนุนทรัพยากร องค์ความรู้ และระบบพี่เลี้ยงให้ท้องถิ่น ควบคู่กับกลไกกำกับติดตามบทบาทของทุกฝ่ายอย่างชัดเจน
5. ปฏิรูประบบการเกษตรและการจัดการไฟ เพื่อลดการพึ่งพาการเผา การแก้ปัญหาฝุ่นในระยะยาวต้องควบคู่กับการปฏิรูประบบการเกษตร ลดการใช้ไฟเป็นเครื่องมือหลัก ผ่านการส่งเสริมเทคโนโลยีทางเลือก การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร และมาตรการทางเศรษฐกิจที่ทำให้เกษตรกร “อยู่ได้โดยไม่ต้องเผา” พร้อมทั้งแยกแยะประเภทของไฟอย่างชัดเจน เพื่อการจัดการที่เหมาะสมและเป็นธรรม
6. ยกระดับมาตรฐานคุณภาพอากาศและการคุ้มครองสุขภาพประชาชน ประเทศไทยควรทบทวนและปรับปรุงมาตรฐานมลพิษให้เข้มงวดและยึดหลั กของการคุ้มครองสุขภาพถ้วนหน้า โดยมองว่าสุขภาพคือปลายทางของปัญหาฝุ่น พร้อมผลักดันให้ “ห้องปลอดฝุ่น” เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะในศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียน และอาคารสาธารณะ
7. เสริมความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม ผ่านระบบข้อมูลเปิดและการเข้าถึงของประชาชน ควรพัฒนาระบบข้อมูลเปิด (Open Data) ที่จำเป็นต่อการแก้ไขมลพิษอากาศ อาทิ ข้อมูลฝุ่น มลพิษ งบประมาณ และผลการดำเนินงาน เพื่อให้ประชาชน นักวิชาการ และภาคส่วนต่าง ๆ สามารถเข้าถึง ตรวจสอบ และร่วมประเมินประสิทธิภาพนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่ความไว้วางใจและการขับเคลื่อนร่วมกันในระยะยาว
8. ขับเคลื่อนความร่วมมือข้ามพรมแดน ด้วยข้อมูล เศรษฐกิจ และการคำนึงถึงผู้คน ปัญหาฝุ่นควันข้ามแดนต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศบนฐานข้อมูลที่เท่าเทียม โปร่งใส และเข้าถึงได้ พร้อมมาตรการด้านเศรษฐศาสตร์ กฎหมาย สังคม และสิ่งแวดล้อมที่คำนึงถึงวิถีชีวิตของประชาชนในทุกพื้นที่ เพื่อให้การแก้ปัญหาฝุ่นเป็นไปอย่างยั่งยืนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการทั้ง 8 ข้อนี้ คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่สามารถรอได้อีกต่อไปกับปัญหา PM2.5 ที่คร่าชีวิต บั่นทอนสุขภาพ และทำลายอนาคตของเด็กและคนรุ่นต่อไปทุกปี
วันนี้ เรามีข้อมูล มีความพร้อม มีบทเรียนที่ชัดเจน และมีทางออกอยู่แล้ว สิ่งที่ขาดไม่ใช่ความรู้ แต่คือการตัดสินใจและการลงมือทำอย่างจริงจัง
พ.ร.บ.อากาศสะอาดต้องไม่เป็นเพียงนโยบายในฤดูเลือกตั้ง แต่ต้องเป็นพันธกิจของรัฐบาลและรัฐสภาในทุกวัน เพื่อคุ้มครองสิทธิพื้นฐานของประชาชนในการมีอากาศที่สะอาดอย่างแท้จริง
วันนี้จึงไม่ใช่เวลาของคำสัญญาใหม่ หากแต่เป็นเวลาของการเปลี่ยนระบบ ทำงานข้ามหน่วยงาน และรับผิดชอบร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อหยุดวงจรปัญหาฝุ่น และยืนยันสิทธิพื้นฐานของทุกคนในการหายใจอากาศที่สะอาดและปลอดภัย ตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่ในฤดูฝุ่นปีหน้า

.png)