
“ปีนี้จะเป็นปีที่เราเหนื่อยมากเพราะเราต้องเฝ้าเวรยามเพื่อป้องกันไฟป่าอย่างหนักเพราะเราไม่ได้บริหารจัดการเชื้อเพลิงตามที่ได้อนุมัต ิ เรายอมเหนื่อยให้จบดีกว่าให้พี่น้องเราไปตกอยู่ในอันตรายของไฟป่า” แม่หลวงอนงค์ วงสา ผู้ใหญ่บ้านบ้านแม่ฮะ ต.บ้านปง อ.หางดงเล่าถึงสถานการณ์การป้องกันไฟป่าของชุมชนในปีนี้
หนึ่งในกลยุทธ์ที่ชุมชนบ้านแม่ฮะใช้ในปีนี้จึงเป็นเรื่องของการ “ซอยแปลง” ทำแนวกันไฟให้ถี่ขึ้นก่อนที่ไฟป่าจะมา และต้องเข้าไปทำบ่อย ๆ เพราะใบไม้ร่วงตลอด เดือนมีนาคมเกือบทั้งเดือนที่ผ่านมาชุมชนจึงมีการรวมงบประมาณ กำลังคนในชุมชนไปช่วยกันทำแนวกันไฟที่ซอยแปลง แม่หลวงเล่าว่าพื้นที่บ้านแม่ฮะมีพื้นที่ป่าทั้งหมด 15,000 แบ่งเป็น ป่าอนุรักษ์อยู่ในการดูแลของอุทยานแห่งชาติออบขาน ป่าสงวนอยู่ในการดูแลของหน่วยป้องกันรักษาป่า ที่ ชม.13 (สันป่าตอง) และป่าชุมชน 90 ไร่ แต่เนื่องจากเป็นภูเขาสูงลาดชันเวลาที่เกิดไฟไหม้ในป่าเพราะสภาพป่าที่เป็นป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณมีใบไม้ร่วงเป็นจำนวนมาก จึงเป็นสาเหตุทำให้ไหม้เป็นประจำถ้าไม่ป้องกันให้ดี

แนวกันไฟที่เราไปช่วยกันซอยแปลงในพื้น ที่ป่าเต็งรัง และเบญจพรรณ เราซอยแปลงทั้งหมด 7 เส้น แต่ละเส้นที่ชุมชนไปทำแนวกันไฟมีความยาวประมาณ 3 กิโลเมตรชุมชน จะใช้งบประมาณของชุมชนและงบที่ได้การสนับสนุนจากสถานีควบคุมไฟป่าออบขาน เทศบาลและโหนด สสส.จังหวัดเชียงใหม่ ตอนนี้ใช้เงินไปแล้ว 36,000 บาท ซึ่งงบประมาณที่มียังไม่เพียงพอสำหรับการดูแลไฟป่าอย่างน้อย 3 เดือน เพราะจะต้องเลี้ยงอาหารและน้ำคนในชุมชนที่มาช่วยทำแนวกันไฟ ค่าน้ำมันเครื่องเป่าลม และคิดว่ายังต้องเตรียมระดมงบประมาณอีกเพราะเราจะต้องเข้าไปจัดการใบไม้ที่ร่วงหล่นตลอดในช่วง 3 เดือนอันตรายนี้
ทำไมชุมชนต้องบริหารจัดการเชื้อเพลิง
ในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน จะเกิดไฟไหม้ขึ้นในพื้นที่ป่า เพราะที่นี่ส่วนใหญ่เป็นป่าผลัดใบ ตั้งแต่เดือนมีนาคมใบไม้จะร่วงและแห้งพร้อมลุกลาม ปี พ.ศ. 2567 เกิดไฟป่า 7 ครั้ง โดยเกิดที่ห้วยผักไผ่จำนวน 4 ครั้ง เกิดที่ห้วยปูแกงจำนวน 3 ครั้ง โดยสาเหตุปัญหาไฟป่ามาจากไฟข้ามเขตหมู่บ้าน รอยต่อหมู่บ้าน และมีการแอบเผาเนื่องจากความขัดแย้งในชุมชน และไฟที่มาจากข้างทางลามเข้าไปในเขตป่า ประกอบกับกรอบงบประมาณรัฐที่ไม่เอื้ออำนวยทำให้พื้นที่ป่าที่ชุมชนดูแลเกิดความเสียหายมากกว่า 7,500 ไร่คือประมาณเกือบครึ่งหนึ่งของป่าที่ชุมชนดูแล เนื่องจากพื้นที่ป่าที่ชุมชนต้องดูแลมีปริมาณมาก กำลังคนในชุมชนไม่เพียงพอต่อการดูแลพื้นที่ป่าทั้งหมด และสภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูงชันสันดอย จึงทำให้การเข้าไปดับไฟป่าค่อนข้างยากและอันตราย

แม่หลวงเล่าว่าจากปัญหาไฟป่าที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพคนทั่วไป และยังส่งผลกระทบกับจำนวนสัตว์ป่าที่ลดลง เช่นไก่ป่า อีเห็น ตัวนิ่ม ตัวแลน และพื้นที่ป่าชุมชนถูกทำลายไปจึงเป็นโจทย์สำคัญที่ชุมชนร่วมกันหาทางออกในการจัดทำแผนบริหารจัดการไฟในพื้นที่คือ “การใช้ไฟเชิงกลยุทธ์” ในพื้นที่จำเป็นต้องใช้ และพื้นที่เสี่ยง-พื้นที่เกิดไฟซ้ำ ๆ ชุมชนได้จัดทำแผนการใช้ไฟเพื่อลดความเสี่ยงที่ไฟจะไหม้ลามมายังเขตที่ชุมชนต้องดูแล โดยแผนการบริหารจัดการเชื้อเพลิงแบบมีส่วนร่วมจะมีการกำหนดพื้นที่และเวลาที่จะดำเนินการร่วมกันทั้งชุมชน ชุมชนใกล้เคียง หน่วยงานงานท้องถิ่น และอุทยานแห่งชาติออบขาน ฝ่ายปกครองอำเภอ และภาคประชาสังคมที่สนับสนุนจะต้องรับรู้ร่วมกันในขอบเขตพื้นที่และช่วงเวลาที่กำหนดร่วมกัน ควบคู่กับมาตราการอื่น เช่นการทำแนวกันไฟ การตั้งจุดตรวจ-จุดสกัด มีเวรยาม เป็นต้น เป้าหมายสำคัญคือลดไฟลักลอบจุดให้เหลือน้อยที่สุด ทุกการใช้ไฟมีการควบคุมจัดการให้อยู่ในขอบเขตและเวลาที่กำหนด
แม่หลวงเล่าด้วยความหนักใจว่าเรายังไม่ทันได้เริ่มทำในปีนี้เลย ก็มาเจอนโยบายของรัฐบาลส่วนกลางเสียก่อน ในฐานะที่เป็นผู้นำชุมชนก็จะความเครียดมากด้วยว่าไฟจะขึ้นและลามมาในเขตชุมชนหรือไม่ แต่ก็จะพยายามป้องกันให้ถึงที่สุด เราจึงคิดเรื่องการซอยแปลงทำแนวกันไฟให้ถี่ที่สุด และเข้าไปทำต่อเนื่อง ซึ่งก็ต้องใช้งบประมาณเลี้ยงอาหาร ค่าน้ำมันเครื่องเป่าลม ก็เป็นค่าใช้จ่ายทั้งนั้น
อุทยานออบขานฯ ชี้ “ขวัญและกำลังใจและความร่วมมือ” เป็นสิ่งสำคัญ

รวมพล พานิกร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติออบขาน และหัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าออบขาน ได้กล่าวถึงความรับผิดชอบของอุทยานฯ ในการดูแลพื้นที่ป่าในเขตอุทยนแห่งชาติจำนวน 117,000 ไร่ครอบคลุมพื้นที่อ.แม่วาง อ.สันป่าตอง และอ.หางดงยอมรับว่าปีนี้เป็นอีกปีที่อุทยานฯต้องมีแผนการเตรียมการอย่างละเอียดมากขึ้น แต่เราก็มีระบบการจัดการที่ดีขึ้นด้วยโดยเราวางแผนเป็นขั้นตอนชัดเจนกว่าปีที่แล้วมาก โดยมีแผนคือ 1.มีการสลับเวรชุดละ 4-6 คน จำนวน 10 ชุด 2.มีจุดเฝ้าระวังจัดจ้าง ชาวบ้านกลุ่มไหนที่มีความเข้มแข็ง เราจะจัดจ้างชาวบ้านมาเป็นหน่วยเฝ้าระวังจำนวน 29 จุด จุดละ 3 คน โดยจุดเฝ้าระวังจะอยู่ตามขอบอุทยานแห่งชาติที่จะทำให้เขามองเห็นจุดที่เกิดไฟ เมื่อเกิดไฟก็จะเข้าไปดับทันทีในเวลาที่รวดเร็วที่สุด ใช้หลักการ “เข้าถึงเร็ว ดับเร็ว” อันนี้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้จุด Hot Spot ลดจำนวนลงกว่าปีที่แล้ว 2.มาตรการด้านขวัญและกำลังใจจะต้องมีสวัสดิการ การเลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำ เพราะส่วนใหญ่ไฟป่ามักเกิดขึ้นเวลาเย็น คนที่เป็นอาสาสมัครจะต้องเฝ้าเวรยามในเวลากลางคืนและทำงานหนัก
“ปีนี้อุทยานฯได้รับงบสนับสนุนเพิ่มขึ้นก็ถือเป็นเรื่องที่ดีทำให้เรามีขวัญและกำลังใจดีขึ้น ซึ่งปีก่อนงบประมาณน้อยกว่านี้ เช่นคนที่เฝ้าจุดเฝ้าระวังมีแต่ค่าน้ำมัน แต่ไม่มีเบี้ยเลี้ยงทำให้ประสิทธิภาพน้อยลงเพราะบางครั้งต้องเฝ้าไปจนถึงตี 3”
นอกจากนี้ในปีนี้ มาตรการสุดท้ายที่เราใช้คือเราจะมีการทำงานเชิงรุกในชุมชน ทำความเข้าใจชัดเจนกับคนในชุมชนเรื่องการจับกุมคนที่เผาป่า โดยการใช้เทคโนโลยีตรวจจับความร้อน สามารถใช้ในการดำเนินคดีได้ เป็นต้น เพื่อให้มี การกระจายข่าวไปถึงคนที่มีพฤติกรรมดังกล่าว การลักลอบเผาอาจจะทำได้ยากขึ้น เป็นต้น

หัวหน้าอุทยานฯ ได้เล่าถึงการทำงานกับชุมชนว่ามีการทำงานร่วมกับ 22 หมู่บ้าน ได้แก่ อ.หางดง ในต.บ้านปงทำงานกับบ้านแม่ฮะ แม่ขนิลเหนือ ทุ่งโป่งเหนือ ทุ่งโป่งใต้ และบ้านน้ำซุ้ม ส่วนต.น้ำแพร่ทำงานชุมชนบ้านท่าไม้ลุง บ้านน้ำแพร ่ และบ้านแม่ขนิลใต้ อ.สะเมิง ทำงานกับบ้านทรายมูล และบ้านแม่ขาน และบ้านดงช้างแก้ว ต.สะเมิงใต้ อ.สันป่าตองจะทำงานกับบ้านห้วยโท้ง และบ้านหนองห้า ต.น้ำบ่อหลวง อ.แม่วาง อ.แม่วางจะทำงานกับบ้านห้วยหยวก และแม่วิน ต.แม่วิน และบ้านห้วยเนียม ทุ่งศาลา สันปูเลย ห้วยแก้ว ต.ดอนเปา
งบประมาณที่สนับสนุนได้แก่เงินอุดหนุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 50,000 บาทโดยจ้างชาวบ้านมาเป็นอาสาสมสัครพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ และจ้างคนที่จุดเฝ้าระวังไฟป่า โดยการวางจุดเฝ้าระวังจะดูตามขนาดของพื้นที่ป่าที่ชุมชนจะต้องดูแล ในส่วนบ้านแม่ฮะจะดูจุดเฝ้าระวัง 2 จุดเป็นต้น เมื่อชาวบ้านพบเห็นไฟเกิดขึ้นจะต้องแจ้งให้เร็วที่สุด โดยเน้น “เข้ าถึงเร็ว ดับเร็ว ให้เกิดความเสียหายให้น้อยที่สุด”
นอกจากนี้หัวหน้าอุทยานฯ ได้พูดถึงปัญหาอุปสรรคและความกังวลที่คล้ายคลึงกับแม่หลวงบ้านแม่ฮะคือเรื่องนโยบายจากส่วนกลางที่พูดถึงนโยบาย Zero Burning ว่าทำให้มีความกังวลกับพื้นที่รอยต่อระหว่างเขตชุมชนกับอุทยานฯ ซึ่งตอนแรกอุทยานฯ มีแผนที่จะบริหารเชื้อเพลิงในเขตรอยต่อดังกล่าว ซึ่งกินพื้นที่ไม่เยอะ โดยการทำแนวดำซึ่งมีไม่ถึง 10 กิโลเมตร เราเคยถอดบทเรียนแล้วว่าพื้นที่นั้นมีความเสี่ยงที่ไฟจะไหม้ลาม แต่เราก็ไม่สามารถทำตามแผนที่วางไว้ “วันนี้เราก็วัดดวงเหมือนกัน เพราะมีทั้งใบไม้แห้งจำนวนมาก เราห่วงว่าจะเกิดการไหม้ลามขึ้นเขา ที่ยากมากในการด ับไฟ”
“ต้องยอมรับว่าเชื้อเพลิงดูแลยาก เราควรมีการบริหาร ไม่ควรทำเป็นไฟก้อนใหญ่ และต้องให้ชุมชน ป่าไม้ และอำเภอ ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม” หัวหน้าอุทยานฯ กล่าว
ประชาสังคมชี้ระบบบริหารจัดการเชื้อเพลิงช่วยลดไฟลักลอบจุดให้เหลือน้อยที่สุด

ปริศนา พรหมมา จากสภาลมหายใจเชียงใหม่กล่าวว่าในบริบทเกษตร เช่น ไร่หมุนเวียนและป่าไม้บางประเภทยังมีความจำเป็นต้องใช้ไฟเพื่อบริหารลดความเสี่ยงจากไฟใหญ่ที่ควบคุมไม่ได้ แต่เรากลับห้าม ทำให้มีการลักลอบจุดเผาตอนกลางคืน การผลักดันมาสู่แนวทางการบริหารจัดการไฟแทนการห้ามเผาโดยเด็ดขาดเพื่อที่จะลดไฟลักลอบจุดลงให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งการลักลอบจุดมักจะเกิดขึ้นในตอนกลางคืนที่อากาศปิด ส่งผลให้ค่า PM 2.5 ขึ้นสูงในช่วงกลางคืนและตอนเช้า ถ้าเรายอมรับความจริงในระบบนี้เราจะแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ในการบริหารจัดการเชื้อเพลิงยังคำนึงการระบายอากาศโดยมีข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาจังหวัดเชียงใหม่สนับสนุน ที่จะระบุว่าช่วงเวลาไหนของแต่ละวันที่อากาศระบาย และเหมาะสมที่จะจัดการเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นการนำไฟจำเป็นเข้าสู่ระบบการบริหารจัดการเพื่อให้มีผลกระทบน้อยที่สุด
ปีที่ผ่านมาภายหลังการนำระบบการบริหารจัดการเชื้อเพลิงมาใช้มีผลกระทบทางบวกอย่างน้อย 4 ด้าน 1. จุดความร้อนสะสมระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 พฤษภาคม ตั้งแต่นำมาใช้ระหว่างปี 2564-2567 น้อยกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี (2554-2563) 2. ค่าความเข้มข้นของฝุ่นดีขึ้นเว้นปี 2566 ซึ่งเป็นปีเอลนีโญที่มีความแห้งแล้งอย่างมาก 3. เกิดความร่วมมือหลายฝ่ายทั้งในระดับจังหวัด และระดับพื้นที่ระหว่างชุมชน หน่วยงานป่าไม้ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ 4.ความขัดแย้งระหว่างภาครัฐกับประชาชนในระดับพื้นที่ลดลง เพราะเดิมมีการจับกุมชาวบ้านที่ใช้ไฟเพื่อปกป้องสวนของตนเองหลายคดีในแต่ละปี ต่อมาหน่วยงานป่าไม้/อุทยานฯหลายพื้นที่ได้หันมาใช้วิธีการทำแนวดำระหว่างสวนกับพื้นที่ป่าร่วมกัน ตัวอย่างอุทยานฯ ออบขานและเน้นการทำงานร่วมกับชุมชนก็ทำให้สถานการณ์ระหว่างชุมชนกับอุทยานฯ ดีขึ้น ทั้งนี้ในส่วนของการนำเรื่องจุดความร้อน และพื้นที่เผาไหม้มาใช้อ้างอิงยังมีข้อจำกัดในเรื่องการแปลข้อมูลจากดาวเทียมในแต่ละปีที่ใช้คนละดวง รวมทั้งปัจจัยเรื่องสภาพอากาศในแต่ละปี ทำให้ไม่สามารถเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงเรื่องจุดความร้อนและค่าฝุ่นได้โดยตรง
ส่วนเรื่องการเปิดเผยข้อมูลของระบบบริหารจัดการเชื้อเพลิงในแอพพลิเคชั่น Fire D ที่มีการตั้งประเด็นว่าไม่มีการเปิดเผยข้อมูลให้ผู้ได้รับผลกระทบรับทราบ ความจริงแล้วมีระดับการเข้าถึงข้อมูลหลายชั้น คือในส่วนชั้นข้อมูลเพื่อปกป้องตัวเองจากฝุ่น PM2.5 ของประชาชนทั่วไปนั้นมีการเปิดเผยข้อมูลอยู่แล้ว ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ โดยปัจจุบันFire D ได้มี Line official ที่สามารถดูพิกัดที่มีการบริหารเชื้อเพลิง เพื่อที่จะหลีกเลี่ยง ไม่เข้าไปในบริเวณดังกล่าวหรือหากจำเป็นต้องอยู่ในบริเวณนั้นก็สามารถหาวิธีป้องกันตัวเองจากฝุ่น PM2.5 ทั้งหน้ากาก หรืออยู่ในห้องปลอดฝุ่น ไม่ออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลาดังกล่าว
ชั้นข้อมูลสำหรับการบริหารสถานการณ์ /และการตัดสินใจนั้น ในส่วนนี้จะมีแอดมินแต่ละระดับคือระดับตำบล และระดับอำเภอสามารถเห็นคำขอในพื้นที่ของตัวเอง ส่วนระดับจังหวัดจะมีสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ที่เห็นภาพรวมทั้งหมด ซึ่งเป็นคนบริหารสถานการณ์ภาพรวม การบริหารสถานการณ์นี้จะมีข้อมูลส่วนบุคคลทำให้ไม่สามารถเผยแพร่สู่สาธารณะได้
ในส่วนข้อมูลเพื่อสรุปบทเรียนระหว่างผู้เกี่ยวข้องนั้น มีการสรุปเรื่องนี้ร่วมกันโดยเฉพาะยังมีน้อย ซึ่งในระยะต่อไปจะต้องมีวงเฉพาะสำหรับการนำข้อมูลทั้งหมดมาดูกัน ทั้งคำขอ การอนุญาต ผลการจัดการตรงไหนมีคุณภาพเป็นไปตามแผน ตรงไหนมีปัญหา ปัจจัยทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการปรับปรุงในปีต่อ ๆ ไปให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
.png)