
ภายในปีนี้รถขนส่งสาธารณะที่ดำเนินการโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ก็จะเปิดตัวให้บริการประชาชนเชียงใหม่แล้ว ความน่าสนใจอยู่ที่ร ถสาธารณะทั้งหมดเป็นรถไฟฟ้า และดำเนินการด้วยงบประมาณของท้องถิ่นเอง ที่จัดเก็บจากภาษีล้อเลื่อน หรือภาษีรถยนต์ โดยนำมาลงทุนซื้อรถบัสไฟฟ้าขนาด 24 ที่นั่งเพื่อจัดทำรถขนส่งสาธารณะ สิ่งที่ท้าทายในการดำเนินงานขนส่งสาธารณะของ อบจ.คือทำอย่างไรจะตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง แก้ปัญหาการที่มีรถจำนวนมากในเขตเมืองโดยเฉพาะช่วงชั่วโมงเร่งรีบ และทำให้ลดคาร์บอนที่เป็นต้นตอของปัญหาฝุ่นควันในเขตเมืองลงด้วย
จะคาร์บอนต่ำอย่างไรเมื่อจำนวนยานพาหนะเพิ่มสูงทุกปี
ปัจจุบันข้อมูลจากกลุ่มสถิติการขนส่ง กองแผนงาน กรมขนส่งทางบ กมีตัวเลขล่าสุดของจำนวนยานพาหนะใน จ.เชียงใหม่ของปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2567 พบว่าสัดส่วนตัวเลขยานพาหนะโดยเฉพาะพาหนะส่วนบุคคลเพิ่มสูงขึ้นได้แก่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คนเพิ่มขึ้นจากปี 2567 จำนวน 0.9% รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คนเพิ่ม 0.3% เฉพาะอย่างรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลเพิ่มสูงสุดคือ 3.4% ขณะที่สัดส่วนของรถสาธารณะกลับลดลง เช่นรถบรรทุกสาธารณะลดลง 4.5% รถจักรยานยนต์สาธารณะลดลง 2.6%
ตัวเลขดังกล่าวบอกกับเราว่าของคนเชียงใหม่ที่ไม่หวังพึ่งรถสาธารณะ ส่วนใหญ่ยังคงใช้รถส่วนบุคคลเป็นทางเลือกมากกว่าหรือไม่อย่างไร
หันกลับมาดูจำนวนยานพาหนะที่สะสมในเมืองเชียงใหม่เฉพาะรถส่วนบุคคลมีตัวเลขรวมไม่น้อยเลย ได้แก่รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลมีถึง 276,909 คัน รถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คนมี 436,100 คัน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คนมี 13,078 คน และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลที่สูงถึง 889,550 คัน
ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษที่ระบุว่ารถยนต์ 1 คันที่ใช้น้ำมันจะสามารถปลดปล่อยคาร์บอนได้สูงถึง 180-250 กรัมต่อกิโลเมตร ถ้าเราขับรถยนต์ 20,000 กิโลเมตรต่อปี ก็เท่ากับว่าเราจะปลดปล่อยคาร์บอนสูงถึง 3,600,00 กรัมต่อปี หากเมื่อเรานำจำนวนยานพาหนะที่จดทะเบียนมารวมกันก็จะพบว่าจำนวนคาร์บอนที่ปลดปล่อยเป็นจำนวนสูงขึ้นทุกปีตามสั ดส่วนจำนวนรถที่เพิ่มมากขึ้น ฉะนั้นคำถามว่าเชียงใหม่จะไปสู่เมืองคาร์บอนต่ำนั้นยิ่งไกลออกไป หากเราไม่เริ่มลดจำนวนรถยานพาหนะที่อยู่บนท้องถนน

.png)