
การสะสมเชื้อเพลิงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ชุมชนอยู่กับป่าจะมีการคำนวณ และใช้เป็นดัชนีชี้วัดว่าปีนั้นไฟจะลุกโหมมากน้อยแค่ไหน ประกอบกับการดูสภาพอากาศของแต่ละปีว่ามีความชื้น ความแห้งแล้งมากน้อยเพียงใด จะใช้เป็นตัวกำหนดการรับมือ “ไฟป่า” ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละปี ก่อนถึงฤดูฝุ่นได้มีโอกาสคุยกับคนม้งดอยสุเทพ ปุย 2 หมู่บ้าน ที่สภาพพื้นที่ป่ารอบ ๆ หมู่บ้านมีสภาพเป็นป่าดิบชื้น และป่าสนเขา มีหน้าผาสูงชัน โดยทั้ง 2 หมู่บ้านม้งจะมีการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายม้ง 12 หมู่บ้าน และทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในพื้นที่ด้วย ทั้งนี้ แต่ละหมู่บ้านจะมีขอบเขตพื้นที่การดูแลป่าที่ชัดเจน โดยบ้านม้งดอยปุยจะมีพื้นที่ป่าที่ดูแลจำนวน 6,129 ไร่ แต่ความเป็นจริงต้องดูแลครอบคลุมพื้นที่มากกว่านี้ถึงหมื่นกว่าไร่เพื่อป้องกันไฟ แม้จะอยู่นอกเขตชุมชนก็ตาม เช่นเดียวกับบ้านม้งขุนช่างเคี่ยนจะมีพื้นที่ป่าที่ดูแลจำนวน 9000 กว่าไร่ แต่จำเป็นต้องดูพื้นที่รอบ ๆ ที่ไกลถึง อ.แม่ริมอีกหมื่นกว่าไร่ เช่นกัน
สำหรับปีนี้ ชาวบ้านเล่าว่าการดูแลป่าสิ่งที่ต้องเริ่มระมัดระวังมากขึ้น เพราะกังวลเรื่อง “ไฟใต้ดิน” ในรอบ 4-5 ปีหลังจากไฟไหม้ใหญ่บนดอยสุเทพคือเมื่อปี 2563 มีการป้องกันไฟตลอด และเชื้อเพลิงเริ่มสะสมเป็นจำนวนมากขึ้น การดูแลไฟป่าที่มีเชื้อเพลิงสะสมจะมีวิธีการที่พิเศษ ที่ต้องการคนที่มีความรู้ความเข้าใจระบบนิเวศเป็นอย่างดี บางครั้งไฟที่ผิวดินดับไปแล้ว ไม่ได้แปลว่าภารกิจจะจบสิ้น เพราะเปลวไฟที่ร้อนระอุใต้ผิวดินเป็นสิ่งที่พร้อมจะปะทุได้ตลอดเวลา
(1) สู้ไฟในป่าดิบ

“ไฟที่มาจากหน้าผา โดยเฉพาะที่มาจากผากลองจะดับยากมาก เวลาที่ไฟมาเราจะทำแนวกันไฟกันไว้ บ้านของเรามีเขตติดต่อ 3 อำเภอ คืออ.แม่ริม ช้างเผือก และสุเทพ เรายังโชคดีที่มีบางจุดมีแนวถนนกั้นแล้ว ทำให้เหลือบางด้านที่เราต้องระวัง เราจะเน้นที่การทำแนวกันไฟบริเวณดอยหัวหมูที่ไฟจะมาจากด้านล่าง เราจะมีทีมดับไฟจำนวน 11 ชุด ชุดละ 14-15 คน เราจะเฝ้าระวังไฟตลอดฤดูกาล โดยมีชุดเฝ้าระวังอยู่ 2 จุดคือบริเวณหน้าหมู่บ้าน กับหลังหมู่บ้าน” สุชาติ ยั่งยื นกุล กรรมการหมู่บ้านขุนช่างเคี่ยน และเป็นทีมอาสาดับไฟป่าของหมู่บ้านเล่าถึงการดับไฟของบ้านขุนช่างเคี่ยน
สุชาติ เล่าต่อว่าความน่ากลัวของไฟในป่าดิบคือ “ไฟใต้ดิน” ถ้าคนที่ไม่เชี่ยวชาญเมื่อเข้าไปในป่าจะไม่รู้ว่าเลยว่าด้านล่างที่เชื้อเพลิงสะสมนั้นมีไฟอยู่ เพราะใบไม้ที่สะสมจนหนานั้นอยู่ใต้ดิน และไม่ได้ไหม้มานาน เชื้อเพลิงเริ่มเปื่อยยุ่ยพร้อมจะเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ถ้าเราสังเกตจากผิวดิน เราก็จะพอรู้แล้วว่าใต้ดินมีไฟ การดับไฟบริเวณนี้เราจะต้องใช้จอบขุดเป็นร่องลึกเพื่อกันไม่ให้ไฟลามใต้ดิน เป็นการตัดไฟอีกแบบหนึ่ง เราไม่ได้ทำแค่ผิว ดิน ถ้าคนเข้าไปดับไฟป่า เดินป่าในเขาสูงชัน เดินไม่เป็นก็จะล้ม
เย่ง เลาโซ้ง ตัวแทนชุมชน และเป็นอาสาสมัครดับไฟป่า บ้านขุนช่างเคี่ยนเล่าว่าตอนที่เขาไปดับไฟป่า บางคืนลุกไหม้ 4-5 รอบก็ไม่ได้หลับไม่ได้นอนทั้งคืน เพราะจะต้องเฝ้าจริงจังเมื่อไฟป่าเกิดขึ้นเนื่องจากพื้นที่บ้านบางส่วนเป็นป่าสน จะมีลูกสนถ้ากลิ้งลงไปก็จะทำให้ไหม้ลาม สิ่งที่พวกเขาต้องรีบทำเลยคือการขุดดินเป็นหลุม เป็นร่องเพื่อให้ลูกสนลงไปในหลุมไม่กลิ้งลงไปด้านล่าง เขาจะขุดร่องรอบพื้นที่ไฟ ใช้เวลาดับนานเป็นอาทิตย์กว่าที่ไฟจะสงบลงในรอบนั้น
โต้ง เลงลี ตัวแทนชุมชน และอาสาสมัครดับไฟป่าบ้านขุนช่างเคี่ยนเล่าว่า ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่อันตรายนอกเหนือจากไฟใต้ดินคือไฟที่กระโดดข้ามจากเรือนยอดด้วย ถ้ากรณีแบบนี้การดับไฟต้องใช้วิธีเผาชนเพราะมันเป็นจุดที่เป็นหน้าผา เขาสูงชัน เราไม่สามารถเข้าไปดับไฟป่าได้ มันอันตรายมาก กรณีนี้เราต้องช่วยกันทั้งดับ และทำแนวกันไฟไปพร้อม ๆ กัน ส่วนไม้สนที่โดนไฟไหมไปแล้วต้องใช้เลื่อยยนต์ และใช้น้ำดับจนสนิท ไม่เช่นนั้นก็จะลุกเป็นเชื้อไฟได้อีก
เมื่อถามว่าการดับไฟป่ามันยากและท้าทายแบบนี้รู้สึกเหนื่อย หรือท้อบ้างห รือไม่ กลุ่มชาวบ้านที่คุยกับเราส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย ตอบว่า “ ถ้าเราไม่ไปช่วยกันดับไฟป่า น้ำก็จะแห้ง น้ำไม่มี สัตว์ป่าก็ตาย เราก็แย่ไปด้วย”
“เวลาเราไปดับไฟป่าในตอนกลางคืน ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะเลือกในช่วงเวลากลางคืนเพราะไม่ร้อน และเห็นไฟชัดเจน “หิวข้าวก็หิว แต่ก็ต้องอยู่ในนั้น แต่ยังไงก็เป็นความเคยชินของเรา เพราะเราอยู่กับป่า เข้าป่ามาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ตามพ่อไปดับไฟตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ก็เลยชิน อยู่ได้ แต่กลุ่มเสือไฟที่เขามาช่วยดับไฟ เขามาช่วยดับไฟแล้วก็ไป คนที่เฝ้าระวังตลอดคือคนในชุมชน เพราะเราอยู่ที่นี่” เย่ง เลาโซ้ง ตัวแทนชุมชน และอาสาดับไฟป่าเล่า
พ่อหลวงกิตติศักดิ์ ยั่งยืนกุลฉัตร ผู้ใหญ่บ้านบ้านขุนช่างเคี่ยนเล่าถึงความกังวลสำหรับตนเองในฐานะผู้ใหญ่บ้านเนื่องจากบ้านขุนช่างเคี่ยนเป็นพื้นที่ใจกลางสุเทพ-ปุย เป็นป่าหน้าดอยที่อยู่หลังศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ พอมีควันขึ้นปุ๊บ ผู้ว่าฯ ก็จะโทรหานายอำเภอ นายอำเภอก็โทรหาพ่อหลวงให้ดับอย่างเดียว และในปีนี้สิ่งที่กังวลเนื่องจากฝนชุกมากมีใบไม้ใบหญ้าขึ้นเยอะ พอถึงหน้าแล้งก็เป็นเชื้อเพลิงสะสมจำนวนมาก ถ้าไหม้หนัก ต้นไม้ก็จะตาย ชาวบ้านก็เดือดร้อนเรื่องแหล่งน้ำอีก

เมธาพันธ์ ภุชกฤษดาภา กำนันตำบลสุเทพ บ้านม้งดอยปุย ต.สุเทพ เล่าว่าเวลาไปดับไฟในป่าดิบชื้น สิ่งที่เราจะต้องดูก่อนเลยคือดูเรื่องความเร็ว และความแรงของไฟก่อน เราจะเปิดแนวกันไฟตั้งแต่หางไฟจนถึงหัวไฟ ถ้าไปคนเดียว แต่ถ้าไปหลายคนเราจะทำ 2 อย่างคือทั้งทำแนวกันไฟไปด้วย ดับไฟไปด้วย กลุ่มหนึ่งจะทำแนวกันไฟ อีกกลุ่มก็จะไปดับไฟ การทำแนวกันไฟในช่วงที่มีไฟ ยิ่งกว้างก็ยิ่งดี
ถ้าเป็นไฟใหญ่เราต้องตัดไฟไกล ถ้าเราไปใกล้อันตรายมาก แล้วจุดไฟชนไฟเพื่อให้ไฟดับ การจุดไฟชนไฟ ยังมีคนเข้าใจผิดว่าเป็นการเผาป่า หรือเผาไปเรื่อย ความจริงแล้วคนที่จุดจะต้องมีประสบการณ์ ต้องรู้จักพื้นที่ สภาพป่า และระบบนิเวศนั้นๆ เป็นอย่างดี รวมถึงลักษณะการไหม้ของไฟ เช่น เราจะไม่จุดไฟที่มีลักษณะเป็นป่าไผ่ หรือป่ากล้วย ไฟจะยิ่งโหมหนัก
ถ้าฉุกเฉิน เราจะต้องดูด้วยว่าพื้นที่ลาดเอียงแค่ไหน จะไล่ไฟไปทางไหน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจะมีความสำคัญ ถ้าคนไม่รู้จักพื้นที่เน้นที่การดับอย่างเดียวก็อาจจะอันตราย และบางครั้งไฟยิ่งลุกโหม เป็นต ้น ไฟใหญ่ขนาดเท่าไหร่ เราจะต้องดูเป็นว่าเราจะใช้กำลังคนเท่าไหร่ ขนาดไหนถึงต้องเรียกกำลังเสริม หรือการใช้โดรนช่วยดับไฟ
กฎระเบียบ แต่ละบ้านจะต้องสมาชิก 1 คนมาช่วยกันทำแนวกันไฟ ถ้าไม่ไปก็จะเสียค่าปรับครั้งละ 250 บาท นำมาเป็นกองกลางสำหรับจ่ายค่าอาหาร และน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับการดับไฟ
หมู่บ้านเรามีสมาชิก 1500 คน จาก 300 ครัวเรือนทุกคนมีส่วนร่วมในช่วงที่มีการทำแนวกันไฟ ส่วนชุดดับไฟของเราจะแบ่งเป็นชุด เรามีทีมดับไฟทั้งหมด 13 ชุด ชุดละ 20 คน กลุ่มนี้จะช่วยกันดูแลดับไฟป่า โดยจะสลับกันไปตลอดฤดูกาล เรารักบ้านเกิด และทำด้วยหัวใจ
ข้อมูลจาก แผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงแก้ไขปัญหาไฟป่า-ฝุ่นควัน ชุมชนเครือข่ายสิ่งแวดล้อมม้งดอยสุเทพ – ปุย จังหวัดเชียงใหม่ที่จัดทำโดยแผนงานเสริมความเข้มแข็งชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาสังคม และสภาลมหายใจเชียงใหม่ระบุว่าชุมชนบ้านดอยปุย ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย มีแนวเขตติดต่ออำเภอแม่ริมและอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่รอบหมู่บ้านเป็นป่าดิบเขา ซึ่งส่วนใหญ่วิวัฒนาการมาจากป่ารุ่นสอง (Secondary Forest) เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เคยถูกแผ้ว ถางเพื่อทำเกษตรกรรมแบบไร่หมุนเวียน ต่อมาเมื่อชาวม้งมีรายได้จากการท่องเที่ยว และการปลูกไม้ผล ซึ่งพื้นที่ในระดับต่ำกว่ามาทดแทนการทำไร่หมุนเวียน ทำให้พื้นที่ป่าได้รับการอนุรักษ์ฟื้นฟูให้กลายเป็นป่ารุ่นสองขึ้นมาใหม่ จนกลายเป็นป่าดิบเขา ชาวบ้านได้มีการป้องกันและรักษาป่า มีระเบียบชุมชนที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
อาณาเขตติดต่อของบ้านดอยปุยทิศเหนือติดกับ ดอยผากลอง บ้านแม่สาใหม่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ทิศใต้ ติดต่อกับ ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ทิศตะวันออก ติดต่อกับ บ้านขุนช่างเคี่ยน ต.ช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ต.บ้านปง อ.หางดง จ.เชียงใหม่

.png)