
คนดอยเผาป่า-หาเห็ด คืออคติสำคัญที่ใช้กล่าวอ้างว่าชุมชนอมก๋อยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สูงในป่าเป็นผู้เผาทำลายป่า และทำลายป อดของคนเมืองด้วยการก่อมลพิษทางอากาศเพื่อเก็บเห็ด ข้อเท็จจริงที่ถูกซ่อนไว้ใต้ฝุ่นควันของอคติต่อชุมชนคนอยู่กับป่า คือ ภารกิจการดูแลผืนป่านับกว่า 80,000 ไร่ภายใต้งบประมาณไม่ถึงปีละ 50,000 บาท และไม่ใช่ทุกพื้นที่ในอำเภออมก๋อยจะมีการดูแลป่าด้วยการใช้ไฟหรือหาเห็ด
“เห็ดเผาะ” หรือเห็ดถอบตามที่คนท้องถิ่นเรียกกัน เป็นเห็ดป่าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในระบบนิเวศของป่าเต็งรังที่ต้องอาศัยไฟเพื่อฟื้นฟูและปรับสภาพระบบนิเวศ นอกจากเห็ดถอบจะเป็นอาหารที่ชื่นชอบของคนทั่วไปในประเทศแล้ว ยังเป็นเศรษฐกิจสำคัญของคนในพื้นที่ที่อยู่นอกเหนือระบบทุนนิยม ระบบกลไกการควบคุมทางการตลาดและราคาที่กำหนดโดยรัฐและบริษัทอุตสาหกรรม อันเป็นผลพวงจากความล้มเหลวโครงสร้างทางเศรษฐกิจของภาคเกษตร การเก็บเห็ดจึงมีทั้งความหมายเชิงวัฒนธรรมและเป็นการกระบวนการสะสมทุนที่สำคัญมากของชุมชนในเขตป่า (Laungaramsri et al., 2025) อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจในบริบท ปัญหา และการจัดการระดับท้องถิ่น เป็นสิ่งที่ขาดหายไปในการแก้ไขปัญหาฝุ่น-ไฟ โดยมักถูกตีความผ่านมุมมองจากความเป็นเมืองและรัฐ
สภาลมหายใจเชียงใหม่ชวนชาวอมก๋อยจากพื้นที่ม่อนจองและยางเปียงมาบอกเล่าปัญหาเพื่อคลายอคติและสร้างความเข้าใจใหม่ของการแก้ปัญหาฝุ่น-ไฟ ทั้งลดการสุมไฟทางอคติ และเพิ่มสิทธิในการจัดการไฟเพื่อการดูแลป่าอันเป็นบ้านและแหล่งเศรษฐกิจของชุมชน
“ควันไฟไม่ได้มาจากเรา”

ไม่ใช่ทุกพื้นที่ป่าของอมก๋อยจะเป็นพื้นที่ที่ใช้ไฟ แต่บางพื้นที่ยึดหลักการ Zero Burn หรือควบคุมไม่ให้เกิดไฟในผืนป่าเลยเพื่อดูแลป่า พ่อหลวง จะพือ จะแต๊ะ บ้านมูเซอปากทาง ตำบลม่อนจอง อำเภออมก๋อย เล่าถึงภารกิจการดูแลป่าว่า พื้นที่ป่าของบ้านมูเซอปากทางนั้นเป็นเขตรอยต่อกับตำบลบ้านนา อำเภอสามเงา ของจังหวัดตาก โดยชุมชนบ้านมูเซอปากทางรับผิดชอบพื้นที่ป่ายางเปียงร้อยละ 70 และพื้นที่ม่อนจองอีกร้อยละ 30 โดยอาชีพหลักของคนในชุมชนคือการทำเกษตร ปลูกกะหล่ำและพริก ควบคู่กับการท่องเที่ยวดอยม่อนจองในช่วงสามเดือนของปี มีการใช้ไฟเพียงเล็กน้อยเฉพาะในพื้นที่เกษตรซึ่งต้องลงทะเบียนเพื่อขอใช้ไฟผ่านแอปพลิเคชัน FireD เช่น แปลงมะเขือเทศ กะหล่ำ ข้าวไร่ อโวคาโด และกาแฟ ส่วนพื้นที่ป่าที่เหลือซึ่งมีมากกว่า 80,000 ไร่ และต้องดูแลร่วมกับเจ้าหน้าที่นั้น ประกอบด้วยโซนป่าต้นน้ำเกือบ 1,000 ไร่ รวมถึงพื้นที่ป่าดงดิบ ป่าเต็งรัง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย ป่าสงวน และเขตห้ามล่า โดยพื้นที่ทั้งหมดนี้มีข้อกำหนดชัดเจนว่าไม่ใช้ไฟโดยเด็ดขาด
กว่า 300 ครัวเรือนในหมู่บ้านยึดถือวัฒนธรรมลาหู่แซแล (ลาหู่ดำ) โครงสร้างการจัดการของชุมชนแบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม มีผู้นำและตัวแทนกลุ่มละ 7 คนทำหน้าที่บริหารจัดการในระดับหมู่บ้าน โดยไม่ยึดโยงกับสายตระกูล ควบคู่กับการมีผู้นำจิตวิญญาณ 2 คน สำหรับประกอบพิธีกรรม แม้รัฐจะมีผู้นำทางการอยู่แล้วก็ตาม หลักการสำคัญที่ชุมชนลาหู่แซแลยึดถือ คือวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ และมุ่งเน้นการดูแลป่าโดยถือเป็นบ้านของตน แม้จะไม่ได้มีรายได้ให้แต่ชุมชนก็ดูแลป่าด้วยความสมัครใจ โดยการดูแลเพื่อไม่ให้เกิดไฟนั้น สำหรับหมู่บ้านมูเซอปากทางก็คือการดูแลพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่รอยต่อด้วยการทำแนวกันไฟ เพื่อป้องกันป่าจากไฟภายนอก เช่น จากตากมูเซอหลังเมือง ที่เป็นป่าผลัดใบที่มีพื้นที่ไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวนมาก เนื่องจากในพื้นที่ป่าของตนไม่ได้ใช้ไฟอยู่แล้ว ในการทำแนวกันไฟ หมู่บ้านมูเซอปากทางจะทำสองจุดด้วยกัน คือ มูเซอปากทาง ระยะทางยาว 8 กิโลเมตร และมูเซอหลังเมือง ระยะทางยาว 5-6 กิโลเมตร เพื่อป้องกันป่าต้นน้ำ ควบคู่ไปกับการทำฝายชะลอน้ำ โดยในช่วงเสี่ยงต่อการเกิดไฟทางหมู่บ้านจะส่งคนไปลาดตระเวน และมีจุดเฝ้าระวัง มีทั้งหมด 4 จุด ประกอบด้วยด้านนอก 1 จุด ส่วนอีกสามจุดเป็นเขตรอยต่อ

พ่อหลวง จะพือ จะแต๊ะ ยืนยันว่า “เราดูแลให้ไม่มี หรือเกือบไม่มีฮอทสปอตขึ้นทุกปี” ทั้งที่งบประมาณสนับสนุนนั้นทางชุมชนระบุว่าได้จากเพียงอบต.ม่อนจองในการทำแนวกันไฟแค่เพียง 5,000 บาทเท่านั้น หรือในบางปีที่โชคดีก็จะได้รับงบจากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) สังกัดกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จำนวนปีละ 50,000 บาท แต่บางปีก็ไม่ได้รับ ในการหางบเพิ่มในแต่ละปี ทางชุมชนได้มีการเรี่ยไรจากจากรถนำเที่ยวจากภายนอกที่มายังม่อนจอง คันละ 100 บาท หากเงินเหลือจึงเก็บเข้าในกองทุนหมู่บ้าน งบประมาณจำนวนน้อยนิดเมื่อเทียบกับพื้นที่ป่าทั้งหมดที่ต้องไม่ติดไฟจำนวน 80,000 ไร่นี้ ถูกใช้ไปกับค่าน้ำมันและค่าอาหาร ทั้งยังไม่ได้นับค่าแรงที่ไม่เคยได้ตีค่าเป็นเงิน สรุปรวมแล้ว งบประมาณที่มีไม่เพียงพอสำหรับจัดซื้ออุปกรณ์ช่วยดับไฟอื่นใด นอกเหนือจากมีดซึ่งเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่ชุมชนมีอยู่แล้ว
“อยากให้คนเมืองเข้าใจว่าเราดูแลต้นน้ำ และร่วมช่วยสนับสนุนงบประมาณการดูแลป่าด้วย เราเป็นคนดูแล และควันไฟไม่ได้มาจากเรา เราดูแลด้วยวิถีชีวิตคนบนดอย และเราควบคุมการใช้ไฟทุกอย่าง” พ่อหลวงจะพือ จะแต๊ะ กล่าว
มีดและเครื่องเป่าลม 2 เครื่อง กับพื้นที่ 80,000 ไร่
พ่อหลวงจะพือ จะแต๊ะ อธิบายถึงกระบวนการเฝ้าระวังและดับไฟป่าว่า การเฝ้าระวังมีการจัดชุดอาสาจากคนในชุมชนเข้าร่วม โดยมีเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ผลัดเวรกันเฝ้าระวัง 3 คน ต่อ 3 จุด ขณะเดียวกัน หมู่บ้านจะส่งกำลังคนเข้าไปเสริมตามจุดต่าง ๆ และออกลาดตระเวนร่วมกับเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ส่วนภารกิจการดับไฟป่านั้นเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากงบประมาณที่จำกัด ทำให้อุปกรณ์ที่มีอยู่ประกอบด้วยเพียงมีด เลื่อยยนต์ และเครื่องเป่าลมจำนวน 2 เครื่อง สำหรับดูแลพื้นที่ป่ากว่า 80,000 ไร่ อีกทั้งสภาพพื้นที่ป่าที่เป็นภูเขาสูงชัน ทำให้การเข้าดับไฟต้องอาศัยการเดินเท้าเป็นหลัก
“บางปีต้องเดินเท้าเข้าไปนานถึงสามชั่วโมงเพื่อไปดับไฟในป่าต้นน้ำน้ำปิง บางครั้งต้องขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไป จอดกลางทาง แล้วเดินต่ออีกหนึ่งชั่วโมง และในปีที่ไฟรุนแรง ก็ต้องทำแ นวกันไฟไปพร้อมกับการดับไฟ โดยใช้อุปกรณ์เพียงมีดกับขอเท่านั้น” พ่อหลวงจะพือ จะแต๊ะ กล่าว
ถึงจะมีหรือไม่มีคำสั่ง ชุมชนก็ยินดีดูแลป่า

.png)