
30 เมษายน 2568 กรีนพีซ ร่วมกับสภาลมหายใจเชียงใหม่ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น และเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมจัดกิจกรรม “People's Policy Hub พื้นที่ออกแบบนโยบายโดยประชาชน” ณ TCDC จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรวบรวมนโยบายจากคนในท้องถิ่นและร่วมออกแบบนโยบายการจัดการปัญหาฝุ่นควันที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ภาคเหนือ ภายใต้แนวคิดที่อยากรวบรวมนโยบายจากคนในท้องถิ่นเอง ร่วมออกแบบนโยบายที่มาจากเราโดยแท้จริง
กิจกรรมนี้มีตัวแทนจากหลากหลายองค์กรเข้าร่วม ทั้งตัวแทนจากสภาลมหายใจเชียงใหม่ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ศูนย์พิทักษ์และฟื้ นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น กลุ่มสม-ดุลเชียงใหม่ กลุ่มเยาวชนพลเมืองสันกำแพง คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ EarthRights International ตลอดจนผู้แทนชุมชนอย่างตัวแทนจากบ้านห้วยหินลาดใน บ้านห้วยอีค่าง สะเมิง แม่ทา นักวิชาการ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ และเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล รวมถึงสมาชิกวุฒิสภา ประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล
ภาคีเครือข่ายได้ประมวลสถานการณ์ฝุ่นพิษในประเด็นเรื่องปัญหาเชิงโครงสร้าง กฎหมายทั้งในประเทศและข้ามพรมแดน การทำงานระดับท้องถิ่นภายใต้นโยบายรวมศูนย์ สถานการณ์ในสภาและการขับเคลื่อนพ.ร.บ. ตลอดจนปัญหาในห่วงโซ่การผลิตและระบบตรวจสอบย้อนกลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหานโยบาย Zero Burning ที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มชนพื้นเมืองชาติพันธุ์

จากการนำเสนอในงาน วัชราวลี คำบุญเรือง ตัวแทนจากมูลนิธินิติธรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม (EnLaw) ได้สรุปข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ในภาคเหนือ ซึ่งเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีหลายมิติ ประกอบด้วย สถานการณ์ความรุนแรงของปัญหา ความเข้มข้นของ PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือของไทยสูงเกินมาตรฐานตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝุ่นควัน และมีแนวโน้มมีความเกี่ยวข้องกับหมอกควันข้ามแดน ปัญหาเชิงโครงสร้าง มีการวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เชื่อมโยง กันหลายด้าน ทั้งภาวะโลกร้อน ไฟป่า หมอกควันข้ามแดน การรวมศูนย์อำนาจ สิทธิในที่ดิน อคติต่อชาติพันธุ์ และการขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงการเป็นวิกฤตซ้ำซาก เนื่องจากปัญหาฝุ่นควันเป็นวงจรที่เกิดขึ้นซ้ำทุกปี ซึ่งข้อมูลระบุว่ามีความเข้มข้นสูงสุดในปี 2565 ผ่านมาตรฐานตลอดทั้งปี

นิราพร จะพอ จากชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน ได้นำเสนอมุมมองเรื่องไร่หมุนเวียนว่าเป็นระบบการเกษตรที่สร้างความยั่งยืน โดยเธออธิบายว่า “การทำไร่หมุนเวียนเป็นการพึ่งพาธรรมชาติและพึ่งพาปัจจัยจากภายนอกน้อยลง สามารถสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมช นพื้นเมืองได้” ตามคำอธิบายของนิราพร ไร่หมุนเวียนมีพื้นที่ที่ชัดเจนและไม่มีการขยายพื้นที่เพิ่ม มีวัฒนธรรมการเอามื้อเอาแรง การพึ่งพาอาศัยกันในชุมชน “เราอยู่กับป่า พึ่งพาอาศัยป่า และป่าก็พึ่งพาอาศัยเรา เงินไม่ใช่ปัจจัยหลักในการทำงาน” เธอกล่าว
ไร่หมุนเวียนแบบดั้งเดิมจะมีวงรอบ 7 ปี ซึ่งเป็นความรู้ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ช่วยให้สามารถฟื้นฟูหน้าดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในปัจจุบัน หลายชุมชนถูกบีบให้ลดวงรอบเหลือเพียง 5 ปี หรือ 3 ปี ส่งผลให้ต้องใช้สารเคมีมากขึ้นในการเพาะปลูก
ผลกระทบจากมาตรการห้ามเผา ที่มีต่อชุมชน ได้แก่ ผลผลิตไม่ดี อาหารไม่เพียงพอ ถูกบีบให้ต้องเป็นแรงงานนอกชุมชน ถูกเจ้าหน้าที่รังแก ถูกฟ้อง ถูกคุม มีสารเคมี เกิดการสูญเสียเมล็ดพันธุ์ดั้งเดิม และผลกระทบต่อจิตใจ ภาวะซึมเศร้า เครียด ในขณะที่ผลกระทบจากการส่งเสริมพืชเชิงเดี่ยว คือรายได้ไม่แน่นอน อิงกับตลาด ขาดความมั่นคงทางอาหาร ปลูกพืชเพื่อขายต่างจากกิน ต้องใช้สารเคมี ทำลายสิ่งแวดล้อม ภาวะหนี้สินคืบคลุมชุมชนในเกษตรแปลงเดียวกัน และการถูกมอบอำนาจให้พ่อค้ากำหนด
นิราพรยังเล่าถึงผลกระทบจากนโยบายอนุรักษ์และการประกาศเขตป่า ซึ่งทำให้ชุมชนไม่สามารถทำไร่หมุนเวียนได้ตามวิถีดั้งเดิม “บางครั้งเจ้าหน้าที่มองว่าไร่เหล่าของเราเป็นป่าท ี่เพิ่งเกิดใหม่ ทั้ง ๆ ที่เป็นไร่เหล่า 7 ปีตามระบบของเรา มีการเข้ามาทำลายข้าวของ ทำให้เราต้องเอาเวลาที่ควรทำไร่มาประท้วงแทน”
นโยบาย Zero Burn ยิ่งส่งผลกระทบรุนแรง เมื่อไม่สามารถเผาพื้นที่ได้ ชาวบ้านต้องใช้สารเคมีมากขึ้น เพิ่มรายจ่าย และไม่สามารถผลิตอาหารได้เพียงพอ "พอไม่มีข้าวกิน ก็ต้องออกไปทำงานข้างนอก เจ้าหน้าที่ยึดที่ดิน หากเราเผาในพื้นที่ จะมีการตรวจยึด ทำลายข้าวของ คนที่เชื่อฟังก็ทำให้ผลผลิตได้ไม่ดี บางคนเกิดภาวะซึมเศร้า อยากทำไร่หมุนเวียนแต่ไม่กล้าทำ" นิราพรอธิบาย
ในงานมีการนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายจากค นอยู่กับป่า ซึ่งเน้นแนวทางการปรับกระบวนทัศน์การมองป่าให้มีคน หยุดวิธีคิดแบบเอาหน่วยงานรัฐเป็นศูนย์กลาง สร้างความเป็นเจ้าของร่วม ภาคประชาสังคม ท้องถิ่น ที่คุ้นเคย พื้นที่ป่าที่คุ้นชม เป็นตัวจัดการ ออกแบบการจัดการพื้นที่แบบใหม่ ให้มีสิทธิชุมชนหรือสิทธิธรรมจารีต และไม่ใช้กฎหมายแบบ One Size Fits All แต่ต้องคำนึงถึงความแตกต่างตามพื้นที่

อย่างไรก็ตาม มีความพยายามของภาคประชาสังคมและภาควิชาการ ที่จะใช้ข้อมูลมาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา อย่างพชร คำชำนาญ จากมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ได้นำเสนอผลการศึกษาเรื่อง “การศึกษาการระบายและการกักเก็บฝุ่นจากกระบวนการการทำไร่หมุนเวียน” ที ่บ้านแม่ส้าน ตำบลบ้านดง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง โดยได้ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ความเข้มข้นของ PM2.5 และประเมินศักยภาพในการระบายมลพิษ
จากผลการศึกษาพบว่าใบไม้ในไร่เหล่าสามารถกักเก็บฝุ่นได้ดี และสถานการณ์ในภาคเหนือเรื่องการเผาไม่มีผลกระทบมากอย่างที่เข้าใจกัน โดยพบว่าความเข้มข้นของ PM 2.5 ในพื้นที่ที่ทำไร่หมุนเวียน 7 ปีขึ้นไป มีค่าต่ำกว่าการจะลายในจากการเผาใช้ แม้จะให้ค่าประสิทธิภาพ การกักจับลดลงมา 50% ก็ยังมี ศักยภาพไม การกักจับ สูงกว่ากระจายเศษจากการเผา และข้อมูลจากการตรวจวัด hot spot และรูปแบบ PM 2.5 ในพื้นที่เป็นหลักฐานสนับสนุนว่ามลพิษเกิดจากทั้ง การผลิตสุดเหลือทิ้งจากการเกษตร การคมนาคม อุตสาหกรรม รว มถึงการเผาพื้นที่ป่าด้วย

วสันต์ ปัญญากาศ องค์การบริหารส่วนตำบลทาเหนือ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่กล่าวว่าจากประสบการณ์การบริหารจัดการไฟที่ตำบลทาเหนือมาจากการที่เคยใช้แนวทาง Zero Burning มาก่อนเพื่อป้องกันไฟไม่ให้เข้าพื้นที่ป่าที่กำลังจะฟื้นฟูจากการสัม ปทานทำไม้ ซึ่งพบว่าเมื่อไม่มีการกำจัดเชื้อเพลิงเป็นเวลานาน ทำให้ไฟไหม้ลุกลามป่าจำนวนมาก หลังจากนั้นเราจึงหันมาใช้แนวทางการบริหารจัดการเชื้อเพลิงโดยมีการทำตามหลักวิชาการ พบว่าได้ผลดี (อ่าน จุดเปลี่ยนทาเหนือสู่การบริหารจัดการเชื้อเพลิงป้องกันไฟป่า)

ชยา วรรธนะภูติ อาจารย์ประจำภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ถอดบทเรียนการบริหารจัดจัดการจุดความร้อนโดยการใช้ application FireD ของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งข้อมูลจากภาพนำเสนอแสดงให้เห็นแผนที่การจัดการจุดความร้อนและการติดตามการเผาไหม้ในพื้นที่ต่าง ๆ โดยระบบ FireD เป็นระบบที่จองการเผาหรืออนุญาตให้เผา ซึ่งช่วยให้ตรวจสอบแผนการเผา ควันไม่กระจุกตัว โดยผู้ขออนุญาตเผาจะต้องทำปฏิทินการเผา ทำแนวกันไฟเพื่อป้องกันไฟลุกลามและดูสภาพอากาศก่อนที่จะทำการเผา แต่ก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ในการอนุมัติเผา และบังคับใช้กับชาวบ้านผู้จำเป็นต้องใช้ไฟ แต่ไม่สามารถจัดการกับแหล่งกำเนิดควันที่นอกอาณาเขตจังหวัดเชียงใหม่หรือจากโรงงานอุตสาหกรรมได้
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาระบบ Fire D ก็ยังมีข้อที่ต้องปรับปรุงเช่นเรื่อ งจุดความร้อนที่คลาดเคลื่อน และแผนทื่ไม่อัพเดทตรงตำแหน่งเขตรอยต่อที่ไม่มีใครรับผิดชอบ การที่ตำแหน่งไฟจริงไม่ตรงกับพิกัดไฟ ทำให้หมู่บ้านจะเกี่ยงกันรับผิดชอบ นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาเรื่องชาวบ้านถูกแจ้งความเป็นแพะ ในบางพื้นที่ชาวบ้านก็ไม่สามารถเข้าไปทำแนวกันไฟในพื้นที่ป่าสงวนหรือป่าอนุรักษ์ได้
มากกว่านั้นยังพบว่าปัญหาเรื่องฝุ่นควันมันผูกทุกอย่างกับจุดความร้อน แต่จุดความร้อนมีความคลาดเคลื่อน ด้วยดาวเทียมที่แตกต่างกัน มีการแอบเผา และไม่เปิดเผยข้อมูล โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวน รวมถึงการเน้นการรายงานพื้นที่เกิดเหตุ แต่ขาดการอธิบายอย่างละเอียดถึงพฤติกรรมของไฟ
ชยามีข้อเสนอว่าควรมีการพัฒนาขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ระดับ อบต. ให้มีความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือภูมิสารสนเทศ และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำของข้อมูลจุดความร้อนที่ภาคพื้นดินในเขตชุมชน พื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ รวมถึงควรมีการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสทั้งระบบ มากกว่านั้นควรลงทุนกับนักสื่อสาร นักภาษาศาสตร์ และนักนิเทศศาสตร์ในการสื่อสารข้อมูล และที่สำคัญควรสนับสนุนงบประมาณพัฒนาระบบ FireD ให้มีประสิทธิภาพ

.png)