
สมัชชาเครือข่ายป่าชุมชนผลักดัน 4 ข้อเสนอแก้ฝุ่นควัน-ไฟป่า เน้นการมีส่วนร่วมชุมชน
.
เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา สมัชชาเครือข่ายป่าชุมชนเชียงใหม่ได้ยื่นหนังสือ ข้อเสนอนโยบายระดับจังหวัดต่อการแก้ไขปัญหาไฟป่าและมลพิษอากาศปี 2569 โดยมีเนื้อหาดังนี้
.
ช่วงฤดูหนาวต่อเนื่องถึงช่วงฤดูร้อนของทุกปี จังหวัดเชียงใหม่และอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศประสบกับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่มีค่าสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานที่อยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน
.
ในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่มีแหล่งกำเนิดมลพิษที่สำคัญ 2 แหล่งคือ ไฟในพื้นที่ป่า 46% และภาคเมืองรถยนต์และยานพาหนะบนถนน 36% (จากแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษจังหวัดเชียงใหม่ประจำปีพ.ศ 2569-2571)
.
เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเหมาะสมกับบริบทจังหวัดซึ่งมีพื้นที่ป่าทั้งจังหวัดมากถึง 9.5 ล้านไร่คิดเป็น 69.07 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด และมีชุมชนที่ทับซ้อนอยู่ในเขตป่าทั้งป่าอนุรักษ์ (อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า) จำนวน 399 หมู่บ้าน และป่าสงวนแห่งชาติ 872 หมู่บ้าน การแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องสร้างการ มีส่วนร่วมกับประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ซึ่งเป็นทั้งผู้ใช้ไฟ และผู้ปกป้องไฟในเวลาเดียวกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการไฟร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ทางสมัชชาเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดเชียงใหม่และภาคีหน่วยงาน จึงมีข้อเสนอต่อจังหวัดดังนี้
.
1. ประกาศจังหวัดเชียงใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาไฟป่าและมลพิษอากาศ : การแก้ไขปัญหาไฟในพื้นที่เกษตรและพื้นที่ป่าไม้ ขอให้ให้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 และ แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองฉบับที่ 2 พ.ศ 2568 ถึง 2570 ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 แผนยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาไฟป่ามลพิษอากาศ 5 ปี จังหวัดเชียงใหม่ คือแนวทางการบริหารจัดการไฟหรือ Fire management ไม่ใช่ห้ามเผาโดยเด็ดขาด (zero burn)
.
2. สนับสนุนให้เกิดแผนและปฏิบัติก ารจัดการไฟเชิงพื้นที่แบบมีส่วนร่วม : จังหวัดเชียงใหม่ มีระบบนิเวศน์ป่าที่หลากหลาย ทั้งป่าดิบชื้น ดิบแล้ง ป่าสน เบญจพรรณ เต็งรัง ชุมชนในเขตป่าดิบ (ป่าไม่ผลัดใบ) เป็นเขตที่ไม่ใช้ไฟ ขณะที่ชุมชในเขตป่าผลัดใบเป็นเขตที่มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นเขตที่ปกป้องไฟและเขตที่จำเป็นต้องใช้ไฟเพื่อบริหารเชื้อเพลิงในเขตเก็บหาผลผลิตจากป่าและลดเชื้อเพลิงในพื้นที่เสี่ยงเกิดไฟซ้ำๆที่เข้าควบคุมยาก จึงควรสนับสนุนแนวทางการจัดทำ “แผนและปฏิบัติการจัดการไฟเชิงพื้นที่แบบมีส่วนร่วม” โดยแยกแยะไฟจำเป็นเพื่อจัดระเบียบการใช้ไฟให้ส่งผลกระทบน้อยที่สุด
.
ทั้งนี้ ควรให้มีพื้นที่นำร่องต้นแบบเพื่อให้เกิดคุณภาพร่วมกันในพื้นที่ตำบลสำคัญที่มีความเสี่ยงสูง โดยให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับคณะทำงานสนับสนุนการจัดทำแผนป้องกันไฟป่าและการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในระดับพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ สนับสนุนให้เกิดพื้นที่คุณภาพร่วมกันเพื่อขยายผล โดยในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมาได้มีกระบวนการแผนกับทั้ง 25 อำเภอในรูปแบบโซน 3 โซน แต่ยังเป็นแนวทางกว้างๆร่วมกัน และยังเป็นแผนฯของแต่ละส่วน ในช่วงเดือนธันวาคม ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงปฏิบัติการ จึงควรมีพื้นที่กลางระดับตำบล เพื่อให้แต่ละส่วนที่เกี่ยวข้อง คือ ชุดดูแลไฟป่าหมู่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานป่าไม้ ภาครัฐในพื้นที่ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกลไกเชื่อมโยงในระดับพื้นที่ตำบล
.
3. ระบบรองรับการบริหารจัดการไฟ : เชียงใหม่เป็นจังหวัดแรกที่พัฒนาแอพพลิเคชั่น (application) ขึ้นมารองรับระบบบริหารจัดการไฟเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่คือแอพพลิเคชั่น FireD จึงควรมีการพัฒนาการใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพของระบบเป็นลำดับ และต้องจัดให้มีการสรุปบทเรียนการใช้ระบบดังกล่าวโดยเฉพาะหลังเดือนพฤษภาคม
.
4. สนับสนุนงบประมาณในการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าให้แก่คณะกรรมการป่าชุมชนระดับพื้นที่ ตาม พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ซึ่งได้รับรองสถานะให้เป็นกลุ่มที่ชอบด้วยกฎหมายที่สามารถรับงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ธุรกิจเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมกับมีระเบียบการบริหารการเงินให้มีธรรมาภิบาลที่โปร่งใสตรวจสอบได้
.png)